เกี่ยวกับสมาคมฯ

 

วารสารวัณโรคและโรคทรวงอก 
Thai J Tuberc Chest Dis 
ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2523

 

สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

สงคราม  ทรัพย์เจริญ พ.บ., M.P.H., F.C.C.P. 
เลขาธิการสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

 

สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นหน่วยงานอาสาสมัครด้านการควบคุมวัณโรคในประเทศไทย ซึ่งมีประวัติการริเริ่มก่อตั้งและดำเนินการสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน โดยได้รับความสนับสนุนร่วมมือด้วยดีจากท่านผู้มีอุปการะคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งจากวงการของรัฐและภาคเอกชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้สมาคมมีหลักฐานมั่นคง สามารถดำเนินการให้ความร่วมมือเคียงข้างกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันในการต่อต้านปราบปรามวัณโรคอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นการสมควรที่จะได้กล่าวถึงประวัติการริเริ่มก่อตั้งและความเป็นมา รวมทั้งการดำเนินงานของสมาคมไว้ในโอกาสนี้ ซึ่งเป็นวาระที่วารสารวัณโรคและโรคทรวงอกจะได้จัดพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นฉบับปฐมฤกษ์

ประวัติการริเริ่มและก่อตั้งสมาคม

ในอดีตก่อนพบวิธีการรักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพเช่นในปัจจุบันนั้น ก็คงจะเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่าวัณโรคเป็นโรคซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของประชาชน และเป็นที่รังเกียจของสังคมเป็นอย่างมาก ในประเทศไทยวัณโรคจัดเป็นโรคที่ระบาดแพร่หลายมากในชุมชน นับเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศโรคหนึ่ง แต่ในระยะแรกนั้นประเทศไทยมีปัญหาการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงอื่นๆ อยู่อีกมาก อาทิ อหิวาตกโรค กาฬโรคและไข้ทรพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายโดยรวดเร็วรุนแรงกว่าวัณโรค จึงทำให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐ ยังไม่สามารถให้ความสนใจการปราบปรามวัณโรคในขณะนั้นได้

จนถึงในปี 2463 ได้มีการริเริ่มเชิญชวนรัฐบาลและประชาชน ให้ทำการต่อต้านและปราบวัณโรคขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมขุนสงขลานครินทร์ ทั้งนี้โดยที่พระองค์ได้ทรงพิจารณาเห็นความร้ายแรงของวัณโรค ซึ่งมีต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของสังคมไทย จึงได้ทรงนิพนธ์เรื่อง “ทูเบอร์คุโลสิส” ขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนให้ได้รู้จักเรื่องเกี่ยวกับวัณโรค โดยเฉพาะเกี่ยวกับการรักษาและการป้องกัน ในครั้งแรกได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ในปี พ.ศ. 2463 แล้วจึงได้ประทานให้กรมสาธารณสุขในสมัยนั้น นำไปพิมพ์เป็นเอกสารสาธารณสุขอีกหลายครั้งเพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชน นับเป็นการให้สุขศึกษาแก่ประชาชนโดยตรงและเป็นการกระตุ้นกรมสาธารณสุขให้เริ่มสนใจในอันตรายร้ายแรงของปัญหาเกี่ยวกับวัณโรคในประเทศไทยสืบต่อมา พระองค์จึงทรงควรแก่การเทอดพระเกียรติเป็นองค์บุพการีของผู้อาสาสมัครทำงานด้านการควบคุมวัณโรคในประเทศไทย

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2472 ได้มีผู้ดำริเรื่องการต่อสู้ปราบปรามวัณโรคนี้ขึ้นอีก ดังปรากฏในบันทึกการประชุมของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม (แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์) เกี่ยวกับการริเริ่มก่อตั้งสมาคมปราบวัณโรคเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ซึ่ง ม.จ.วัลลภากร วรวรรณ กรรมการท่านหนึ่งของแพทยสมาคมในสมัยนั้นได้อภิปรายไว้ว่า “........เรื่องการต่อสู้กับวัณโรคในประเทศไทยเรานี้ นายแพทย์เอลลิส ได้เคยดำริครั้งหนึ่งแล้วใน พ.ศ. 2472 โดยได้เสนอความเห็นให้สภากาชาดเป็นผู้ดำเนินการ คณะกรรมการสภากาชาดได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา มีนายแพทย์เอลลิส เป็นประธาน และพระจรัญโรควิจารณ์กับข้าพเจ้าเป็นอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการได้เสนอรายงานดังสำเนาที่ได้ลงในจดหมายเหตุทางการแพทย์เล่ม 11 หน้า 241 และสภากาชาดได้ส่งรายงานนี้ไปให้สภาการสาธารณสุขพิจารณา แต่เป็นที่น่าเสียใจที่เรื่องนี้ได้ไปตกค้างอยู่ที่สภาการสาธารณสุขจนบัดนี้ ปัญหาจึงมีอยู่ว่าสภากาชาดจะรื้อฟื้นเอาเรื่องการต่อสู้กับวัณโรคมาดำเนินการตามข้อเสนอของอนุกรรมการหรือไม่ ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้านั้นเห็นว่า สภากาชาดคงจะไม่ดำริทำการในขั้นนี้..............” การดำรินี้แม้จะไม่ประสบผลสำเร็จในขณะนั้นก็ตาม แต่ก็มีผลในการกระตุ้นและเป็นประโยชน์ประกอบแนวความคิดในการริเริ่มงานปราบปรามวัณโรคได้ในเวลาต่อมา

การริเริ่มงานก่อตั้งสมาคมปราบวัณโรคที่ได้ปรากฏเป็นผลสำเร็จจริงจังมาจนถึงปัจจุบันนี้ เริ่มขึ้นจากมติของการประชุมแพทยสมาคมในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้น สภานายกของแพทยสมาคม ในสมัยนั้น ได้แก่ หลวงเฉลิมคัมภีรเวชช์ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นสมควรให้สมาคมทำประโยชน์ด้านการแพทย์แก่ประชาชนและได้พิจารณาเห็นว่าการปราบและป้องกันวัณโรคเป็นสิ่งที่เหมาะสมและจำเป็นในขณะนั้น เพราะเป็นโรคร้ายและแพร่หลาย ทั้งยังไม่มีองค์การใดๆ ทำการเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้ จึงลงมติให้จัดตั้งกองการปราบวัณโรคขึ้น โดยจัดเป็นงานส่วนหนึ่งของแพทยสมาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการปราบวัณโรค โดยร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกัน และมีโครงการดำเนินงานเป็น 5 ข้อใหญ่ๆ ด้วยกัน ซึ่งอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับ 1. ผู้ป่วยวัณโรค  2. ผู้ที่หายป่วยจากวัณโรค  3. ผู้ที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรค  4. การป้องกันวัณโรคให้แก่ประชาชนทั่วไปและ  5. การอบรมแพทย์ พยาบาล รวมทั้งการค้นคว้าเรื่องวัณโรค

ในการบริหารงานนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นรวม 60 คน จากอาชีพต่างๆ กัน ทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินงานของสมาคมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และคณะกรรมการกลางเป็นผู้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารจากสมาชิกของคณะกรรมการรวม 11 คน ทำหน้าที่บริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายของสมาคมฯ และคณะกรรมการกลาง

เมื่อกองการปราบวัณโรคของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยามได้จัดวางรูปโครงการและตั้งระเบียบข้อบังคับเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้จดทะเบียนเป็น “สมาคมกองการปราบวัณโรคแห่งกรุงสยาม” อย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 มีสำนักงานกลางตั้งอยู่ที่สำนักงานแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม ถนนบำรุงเมือง จังหวัดพระนคร

ประวัติความเป็นมาและการดำเนินงาน

ในระยะต่อมาหลังจากได้จัดตั้งสมาคมตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว อาจกล่าวถึงลำดับความเป็นมาและการดำเนินงานของสมาคมที่สำคัญๆ ได้ดังนี้ :-

พ.ศ. 2478: 27 กรกฎาคม 2478 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสมาคมกองการปราบวัณโรคแห่งกรุงสยามไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งโอกาสนั้นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกหลายท่าน ได้รับเป็นอุปถัมภกของสมาคมด้วย

: 25 กันยายน 2478 เปิดทำการตรวจรักษาผู้ป่วยขึ้น ณ สถานีตรวจรักษาวัณโรค โดยใช้สถานที่ของสถานีอนามัยที่ 1 ถนนบำรุงเมือง ทั้งนี้ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสภากาชาดสยามให้สถานที่รวมทั้งเครื่องใช้และเวชภัณฑ์อื่นๆ ด้วย ในการนี้ ได้จัดตั้งกรรมการแผนกสถานีตรวจและรักษาวัณโรคขึ้น ประกอบด้วยกรรมการแพทย์ของแพทยสมาคม 24 ท่าน โดยมีนายประเสริฐ กังสดาลย์ เป็นประธาน

ในระหว่างปี 2478 นี้ สมาคมฯ ได้รับความอนุเคราะห์จากนายโอวบุ้นโฮ้ว บริจาคเงิน 3 แสนบาท เพื่อให้จัดตั้งสำนักงานและสถานตรวจรักษาวัณโรคขึ้นใหม่ในที่ดินราชพัสดุ ถนนพหลโยธิน ตำบลสามเสนใน

พ.ศ. 2482: สมาคมกองการปราบวัณโรคได้ย้ายสำนักงานมาตั้งอยู่ ณ พหลโยธิน ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันและได้เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระยะนี้แพทยสมาคมและสภากาชาดได้งดให้ความช่วยเหลือสมาคม เพราะมีหลักฐานมั่นคงและสามารถดำเนินการได้เองอิสระแล้ว ในระยะนี้เองที่รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของโรคนี้และได้จัดตั้งโรงพยาบาลวัณโรคแห่งแรกขึ้นในจังหวัดนนทบุรี

พ.ศ. 2484: รัฐบาลได้อนุมัติเงินอุดหนุนให้แก่สมาคมปีละ 10,000 บาท แต่ได้ถูกตัดออกเหลือเพียง 5,000 บาท  เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินในการป้องกันประเทศ เนื่องในกรณีพิพาทอินโดจีน และปีต่อมาถูกตัดลงอีกเหลือเพียง 2,500 บาท ต่อมาจึงได้รับ 5,000 บาทตามเดิม แต่ภายหลังรัฐบาลได้ให้เงินเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 9,000 บาท ตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2494 แต่สมาคมฯ ก็ได้พยายามหาเงินโดยวิธีการต่างๆ รวมทั้งได้เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมเข้าเป็นสมาชิกโดยเสียเงินค่าบำรุงตามสมควร

หลังจากปี 2485 ซึ่งได้จัดตั้งโรงพยาบาลวัณโรคของทางราชการขึ้นแล้ว โครงการวัณโรคก็ได้รับการสนับสนุนจากหลายวงการทั้งในและนอกประเทศ มีการจัดตั้งโครงงานและหน่วยงานใหม่ๆ ขึ้นอีกหลายแห่งทำให้การดำเนินงานด้านการควบคุมวัณโรคเป็นผลดีขึ้นตามลำดับ งานสำคัญที่สมควรจะได้นำกล่าวคือ การจัดตั้งสถานตรวจโรคปอดของกรมอนามัยขึ้นในจังหวัดพระนครเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. 2492

พ.ศ. 2494: ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางและคณะกรรมการบริหารของสมาคมชุดใหม่ หลังจากกิจการของสมาคมได้หยุดชะงักไปชั่วคราวในระหว่างเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 สมาคมได้ขอให้กรมอนามัยส่งแพทย์มาทำการรักษาผู้ป่วยวัณโรคให้แก่สมาคมซึ่งกองควบคุมวัณโรค กรมอนามัยได้จัดแพทย์จากสถานตรวจโรคปอด ผลัดเปลี่ยนมาช่วยสมาคมจนถึงปี พ.ศ. 2496

ปี พ.ศ. 2496: กรมตำรวจขอใช้อาคารที่ทำการของสมาคม เพื่อทำเป็นที่ทำการกองอำนวยการอาสารักษาดินแดน ซึ่งต่อมาได้ตั้งเป็นกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และได้สร้างอาคารสำนักงานของสมาคมให้ใหม่ในที่ดินติดต่อกัน งานของสมาคมได้ชะงักไประยะหนึ่ง ในระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างนี้

พ.ศ. 2498: ได้เปิดสำนักงานใหม่ของสมาคมขึ้น ณ อาคารที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ในระยะนี้สมาคมได้มีบทบาทช่วยขยายงานการควบคุมและป้องกันวัณโรคของทางราชการ โดยอนุมัติให้กรมอนามัยใช้อาคารชั้นล่างของสมาคม เพื่อเปิดที่ทำการสาขาของสถานตรวจโรคปอดกองควบคุมวัณโรคขึ้นในปี พ.ศ. 2499 ในการนี้ กรมอนามัยได้ให้เงินอุดหนุนการดำเนินงานของสมาคม ปีละ 50,000 บาท

พ.ศ. 2500: สมาคมเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งสหภาพต่อต้านวัณโรคสาขาภูมิภาคตะวันออกและได้มีการก่อตั้งสมาคมปราบวัณโรคเชียงใหม่ขึ้นในปีนี้

พ.ศ. 2503: ได้มีการปรับปรุงกิจการของสมาคมให้ดีขึ้น โดยได้เชิญบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นกรรมการกลาง ซึ่งได้มีการจัดตั้งขึ้นใหม่รวมทั้งคณะกรรมการบริหารด้วย เพื่อบริหารงานแทนคณะกรรมการชุดเก่าซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปื พ.ศ. 2494 คณะกรรมการชุดใหม่นี้ได้พยายามปรับปรุงงานของสมาคมและร่วมมือกับทางราชการตลอดจนองค์การและสถาบัน หรือสมาคมอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน เช่น สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย วิทยาลัยแพทย์ทรวงอกอเมริกันประจำประเทศไทย เป็นต้น

โรงพยาบาลสมาคมปราบวัณโรค

พ.ศ. 2504: สมาคมได้รับมอบโรงพยาบาลประสานมิตรจากนายอื้อจือเหลียง มาเพื่อดำเนินงานบำบัดรักษาผู้ป่วยวัณโรคเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2504 โรงพยาบาลนี้ นายอื้อจือเหลียง ได้เช่าที่ดินและอาคารไว้ดำเนินการมาเป็นเวลานาน เมื่อได้รับมอบกิจการแล้วสมาคมต้องเป็นผู้รับโอนเช่าต่อจากนายอื้อจือเหลียง โรงพยาบาลนี้มีจำนวนเตียงรับผู้ป่วยได้ 100 เตียง ตั้งอยู่ที่ซอยจินดาถวิล ถนนพระราม 4 สำหรับสถานตรวจโรคปอดสาขาสมาคมก็คงดำเนินงานต่อไป ในปี พ.ศ. 2505 สมาคมปราบวัณโรคฯ ได้รับมอบหน่วยรักษาเคลื่อนที่อำเภอดุสิต และจังหวัดธนบุรีจากกรมอนามัย มาดำเนินการโดยทุนของสมาคมเองและได้เริ่มงานศัลยกรรมทรวงอกขึ้นที่โรงพยาบาลประสานมิตรนี้ด้วย

ต่อมาก็ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ขึ้นในบริเวณที่ทำการของสมาคมซึ่งแล้วเสร็จในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2512 เพื่อรับการรักษาผู้ป่วยแทนโรงพยาบาลประสานมิตรเดิม เนื่องจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ขอคืน ในการจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นใหม่นี้ สมาคมได้รับอนุมัติเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4,135,000 บาท รวมเป็นเงินใช้ในการก่อสร้างทั้งสิ้น 4,211,000 บาท

ในวันที่ 1 กันยายน 2512 สมาคมได้ย้ายคนไข้จากโรงพยาบาลประสานมิตรมาอยู่ ณ โรงพยาบาลที่จัดสร้างขึ้นใหม่ในบริเวณสมาคม และเมื่อมีการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกใหม่แล้วเสร็จก็ได้ย้ายการดำเนินงานตรวจรักษาผู้ป่วยนอกมา ณ อาคารที่จัดสร้างขึ้นใหม่เมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2514 ในปีนี้เองคณะกรรมการกลางฯ ก็ได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อจากโรงพยาบาลประสานมิตรเป็นโรงพยาบาลสมาคมปราบวัณโรค เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับงานของสมาคมฯ

ในปี พ.ศ. 2521 ได้มีพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2521 กำหนดให้โรงพยาบาลสมาคมปราบวัณโรคเป็นสถานพยาบาลของราชการ โดยโรงพยาบาลของสมาคมได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้เป็นโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นข้าราชการ ลูกจ้างของรัฐบาล รวมทั้งครอบครัว สามารถเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวน โดยอนุโลมตามกฎข้อบังคับเช่นเดียวกันกับโรงพยาบาลของทางราชการทุกประการ

พ.ศ. 2504: ในปีนี้ได้มีการจัดพิมพ์ดวงตราผนึกต่อต้านวัณโรคขึ้นออกจำหน่าย เพื่อสมทบทุนการกุศลเป็นปีแรก

: วันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้มีการจัดงานวันต่อต้านวัณโรคขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในงานนี้ได้มีคหบดีบริจาคเงินสมทบทุนต่อต้านวัณโรคด้วย และนับแต่ปี 2504 เป็นต้นมา ได้จัดให้มีสัปดาห์ต่อต้านวัณโรคเริ่มในวันที่ 20 ตุลาคม ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยดำเนินการร่วมกับกองควบคุมวัณโรค กองโรงพยาบาลวัณโรคและกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเทศบาลของสมาคมฯ ได้มีมติเปลี่ยนเวลาการจัดงานสัปดาห์ต่อต้านวัณโรคมาเป็นในระหว่างเดือนสิงหาคม โดยได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา

: ในปีนี้สมาคมฯ ได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพต่อต้านวัณโรคระหว่างประเทศ (The International Union Against Tuberculosis; IUAT)

: ร่วมมือกับสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยจัดหลักสูตรฟื้นฟูวิชาการโรคทรวงอกขึ้นเป็นครั้งแรก

: ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการสหภาพต่อต้านวัณโรคสาขาภูมิภาคตะวันออก ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายน ณ ศาลาสันติธรรม มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ มาร่วมประชุม 10 ประเทศ

พ.ศ. 2507: สหภาพต่อต้านวัณโรคระหว่างชาติ ภาคตะวันออกได้ย้ายสำนักงานจากประเทศอินเดียมาอยู่ที่ประเทศไทย เป็นเวลา 4 ปี และได้ย้ายสำนักงานไปที่ประเทศมาเลเซีย

: รัฐบาลได้เริ่มขยายโครงการสำรวจการตรวจรักษา และป้องกันวัณโรคให้ทั่วทั้งจังหวัดพระนครและธนบุรี ในการนี้สมาคมได้ให้ความร่วมมือกับทางราชการ จัดบริการตรวจเอ็กซเรย์ปอดแก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสมาคมต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณปีละ 3 ล้านบาท

พ.ศ. 2508: ในการปฏิบัติงานข้างต้นนี้ได้พบว่านอกจากวัณโรคแล้ว ยังมีโรคปอดอื่นๆ ที่เป็นอันตรายและบั่นทอนสุขภาพของประชาชนอยู่อีกมาก สมาคมจึงเห็นสมควรจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อศึกษาสาเหตุในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆ ดังกล่าว ควบคู่ไปกับงานค้นคว้าและต่อต้านวัณโรคด้วย จึงมีมติจัดตั้ง สถาบันโรคทรวงอก ขึ้นในปีนี้

พ.ศ. 2509: ทำพิธีเปิดอาคารสถาบันโรคทรวงอก ในวันที่ 1 เมษายน 2509 ค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างอาคารสถาบันฯ ห้องประชุม และการตกแต่งสถานที่ โดยรวบรวมทั้งการจัดซื้อเครื่องใช้และอุปกรณ์การแพทย์ ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานสลากกินแบ่งรวมเป็นเงิน 2,230,000 บาท และสมาคมได้ออกเงินสมทบอีกเป็นเงิน 212,000 บาท นอกจากนั้นยังมีผู้บริจาคทรัพย์ วัสดุ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่สถาบันฯ อีกเป็นจำนวนมาก

วัตถุประสงค์และการบริหารงานของสมาคมในปัจจุบัน

วัตถุประสงค์และการบริหารงานของสมาคม ในปัจจุบันเป็นไปตามกฎข้อบังคับของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉบับแก้ไขครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2516) ซึ่งอาจกล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้ คือ

สมาคมมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการและสนับสนุนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์และองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันในการป้องกันรักษา ควบคุม และกำจัดวัณโรคให้หมดไปโดยกำหนดวิธีการปฏิบัติไว้ดังนี้คือ

  1. สนับสนุนกิจการตรวจรักษาผู้ป่วยวัณโรค
  2. ดำเนินการและร่วมมือในด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันและควบคุมวัณโรค
  3. ดำเนินการและร่วมมือในการวิจัยเรื่องวัณโรค และเผยแพร่ความรู้เรื่องวัณโรค ให้แก่กลุ่มวิชาชีพ
  4. ดำเนินการและส่งเสริมการสุขศึกษาเรื่องวัณโรคให้แก่ประชาชน
  5. ปฏิบัติการอื่นๆ อันจะพึงบังเกิดคุณประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ เช่นการแยกตั้งสาขา การขยายหน้าที่กิจการ ให้เหมาะสมกับภาวะการณ์ เป็นต้น

สมาคมฯ มีกรรมการควบคุมและบริหารกิจการโดยแบ่งออกเป็น 2 คณะดังนี้คือ

1. คณะกรรมการกลาง มีหน้าที่ควบคุมกิจการทั่วไปแทนมวลสมาชิกและสอดส่องอำนวยการเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาคม

คณะกรรมการกลางมีจำนวนอย่างน้อย 30 คน อย่างมากไม่เกิน 60 คน ประกอบด้วยบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการกลางที่เหลืออยู่มีมติเชื้อเชิญและแต่งตั้งขึ้น โดยมีกำหนดการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่กรรมการที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว มีสิทธิรับเลือกเป็นกรรมการอีกได้ คณะกรรมการกลางจะเลือกกันขึ้นเองเป็นประธาน 1 รองประธาน 1 เลขาธิการ 1 และนายกกรรมการบริหาร 1

2. คณะกรรมการบริหาร มีหน้าที่จัดดำเนินกิจการของสมาคมฯ เพื่อให้บังเกิดผลตามวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบการ และอำนาจที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกลาง

คณะกรรมการบริหาร มีจำนวนอย่างน้อย 9 คน อย่างมากไม่เกิน 15 คน โดยนายกคณะกรรมการบริหาร ได้รับการเลือกตั้งจากคณะกรรมการกลาง แล้วจึงเลือกบุคคลที่เห็นสมควรเป็นคณะกรรมการบริหารเสนอประธานคณะกรรมการกลางพิจารณาแต่งตั้ง โดยมีกำหนดการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และนายกกรรมการบริหารจะเลือกกรรมการในคณะขึ้นเป็นอุปนายก 1 เหรัญญิก 1 เลขานุการ 1 หรือตำแหน่งอื่นอีกตามที่เห็นสมควร

ทั้งนี้คณะกรรมการทั้ง 2 คณะสามารถจะตั้งคณะกรรมการหรือ คณะอนุกรรมการขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อช่วยปฏิบัติกิจการเป็นครั้งคราวหรือประจำก็ได้

กิจกรรมของสมาคมในปัจจุบัน

  1. การดำเนินงานสัปดาห์รณรงค์ต่อต้านวัณโรคเป็นประจำปีโดยร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักในการดำเนินงานนั้นเพื่อเป็นการให้สุขศึกษาแก่ประชาชน ในด้านการป้องกันและรักษาวัณโรค การให้บริการฉีดวัคซีนบีซีจี แลเอกซเรย์ปอดแก่ประชาชนโดยกว้างขวางและในโอกาสนี้ได้จัดจำหน่ายดวงตราผนึกต่อต้านวัณโรคแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่สมาคมแล้ว ยังช่วยในด้านการให้สุขศึกษาแก่ประชาชน โดยการเผยแพร่คำขวัญต่อต้านวัณโรคต่างๆ ให้กว้างขวางทั่วถึงด้วย
  2. ด้านการรักษาพยาบาล สมาคมฯ มีโรงพยาบาลตรวจรักษาผู้ป่วยวัณโรคและโรคปอดอื่นๆ รวมทั้งโรคของระบบอวัยวะหายใจต่างๆ ด้วย โดยตรวจรักษาทั้งคนไข้นอกและคนไข้ภายใน มีเตียงรับคนไข้ได้จำนวน 100 เตียง ทั้งนี้โดยมีหลักการใหญ่ที่จะช่วยตัดการแพร่เชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยให้หมดไปในระยะสั้นและให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากวัณโรคโดยเร็ว เป็นการสนับสนุนงานด้านการรักษาพยาบาลของรัฐ ซึ่งยังขาดสถานที่รักษาผู้ป่วยอยู่มาก
  3. งานด้านการสุขศึกษา นอกจากในระหว่างสัปดาห์การต่อต้านวัณโรคประจำปีแล้วยังได้จัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการป้องกันวัณโรคแจกจ่ายแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปรวมทั้งการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนอื่นๆ อีกด้วย และนอกจากการสุขศึกษาเรื่องเกี่ยวกับวัณโรคแล้ว ยังได้เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคทางระบบหายใจอื่นๆ ด้วย
  4. งานด้านวิชาการ

4.1 สมาคม ได้ทำการอบรมแพทย์เกี่ยวกับวัณโรค โดยเน้นหนักในทางปฏิบัติเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ในคลีนิค ศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาลเล็กๆ ที่ไม่มีเครื่องมือพร้อมเพรียง รวมทั้งเน้นเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมวัณโรคในชุมชนด้วย

4.2 ร่วมมือกับสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ตลอดจนให้สถานที่ทำการอบรมฟื้นฟูวิชาการโรคทรวงอก และวัณโรคโดยเฉพาะแก่แพทย์ทั่วไป

4.3 ร่วมมือกับสมาคม (ชมรม) ศัลยกรรมทรวงอกและให้สถานที่ทำการฟื้นฟูวิชาการ

4.4 งานเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการด้านการตรวจและเพาะเชื้อวัณโรค ตลอดจนการทดสอบความไวของเชื้อต่อยาต่างๆ นั้น นอกจากสมาคมฯ จะได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในด้านงานบริการศึกษาวิจัยทางห้องฏิบัติการกับหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการ สมาคมยังสนับสนุนและให้ทุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการตรวจรักษาและป้องกันวัณโรคอีกด้วย

4.5 จัดให้มีการประชุมวิชาการวิชาการ Chest Conference โดยมีแพทย์ผู้ชำนาญทางโรคทรวงอกจากสถาบันต่างๆ มาร่วมประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

5. งานด้านสังคมสงเคราะห์ สมาคมฯ ได้ให้ความช่วยเหลือในด้านการรักษาพยาบาลและด้านสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ป่วยยากจน ที่ป่วยเป็นวัณโรคและโรคระบบหายใจอื่นๆ ตามสมควร โดยช่วยลดค่ารักษาพยาบาลหรือให้การักษาโดยไม่คิดมูลค่าแก่ผู้ป่วยตามความจำเป็น โดยพิจารณาเป็นรายๆ ไป นอกจากนี้ได้ส่งเงินช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ให้แก่ผู้ป่วยของสถานตรวจโรคปอดและโรงพยาบาลโรคทรวงอกเป็นประจำปีด้วย

6. งานต่างจังหวัด โดยที่ความสำเร็จในงานควบคุมวัณโรคในต่างจังหวัดนั้น จำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานอาสาสมัครเป็นอย่างมากเพื่อช่วยในการรับยา การติดตามผู้ป่วยที่ขาดการรักษาให้ไปรับการรักษาจนหายขาด และการนัดหมายให้เด็กไปรับการฉีดวัคซีนบีซีจีป้องกันวัณโรค ดังนั้นหากงานด้านอาสาสมัครในชนบทนี้ได้แพร่หลายมากยิ่งขึ้นเท่าไร งานควบคุมวัณโรคก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้นเพียงนั้น

ปัจจุบันสมาคมได้ให้ความร่วมมือกับกองวัณโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดหาและอบรม อาสาสมัครอนามัยประจำหมู่บ้าน เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งยังไม่เป็นการเพียงพอ จำเป็นต้องขยายงานด้านอาสาสมัครนี้ ให้กว้างขวางขึ้นอีกโดยพยายามจัดตั้งองค์การอาสาสมัครเพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด เพื่อช่วยงานของรัฐในด้านการปราบปรามวัณโรค โดยติดต่อประสานงานกับสมาคมปราบวัณโรคฯ ในส่วนกลางอย่างใกล้ชิด ในการนี้สมาคมได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากสหภาพต่อต้านวัณโรคระหว่างประเทศ ให้พยายามจัดตั้งและส่งเสริมงานดังกล่าวแล้วโดยเร็ว ซึ่งสมาคมกำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว และคาดว่าจะได้รับความสำเร็จในการจัดตั้งองค์การอาสาสมัครจังหวัดในระยะเวลาอันใกล้นี้

หมายเหตุ: บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารวัณโรคและโรคทรวงอกฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อปี พ.ศ. 2523

 


 

 

บทบาทของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

บัญญัติ  ปริชญานนท์ พ.บ.
สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

บทบาทของสมาคมปราบวัณโรคฯ กล่าวโดยทั่วไปก็เป็นองค์การอาสาสมัครที่ทำหน้าที่สนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐบาล ในการรณรงค์ต่อต้านวัณโรค มีบางท่านกล่าวว่าชื่อ “สมาคมปราบวัณโรค” ค่อนข้างจะเป็นชื่อโบราณ และมีหลายท่านที่คงจะไม่ทราบว่า สมาคมปราบวัณโรคทำหน้าที่อย่างไรบ้าง ผมใคร่จะถือโอกาสในวันนี้ กล่าวถึงเรื่องราวของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยย่อดังนี้คือ ในปี พ.ศ. 2463 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในรัชกาลปัจจุบัน ในสมัยที่ทรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงเห็นว่าวัณโรคมีอยู่แพร่หลายในประชาชนทั่วไป แต่ไม่ทราบว่าวิธีการรักษาพยาบาลและการป้องกันพระองค์จึงทรงนิพนธ์ เรื่อง “ทุเบอร์คุโลสิส” ประทานให้แก่กรมสาธารณสุข เพื่อจัดพิมพ์เป็นเอกสารสุขศึกษาแจกจ่ายให้แก่ประชาชน นับได้ว่าพระองค์ท่านเป็นองค์ผู้ริเริ่มงานต่อต้านวัณโรคในประเทศไทย
เนื่องจากพระราชดำริเรื่องวัณโรคนั้น แสดงถึงความห่วงใยประชาชน ดังนั้นในปี พ.ศ. 2477 คณะกรรมการแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงมีมติให้ตั้ง “กองการปราบวัณโรคของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม” ขึ้น และได้จดทะเบียนสมาคมโดยสมบูรณ์ ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับดำรงตำแหน่งองค์อุปถัมภก โดยรับสมาคมฯ นี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2478 นับได้ว่า สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ เป็นหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ ในการควบคุมวัณโรคมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และได้มีอายุครบ 50 ปี ไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2528 นี้
วิธีการควบคุมวัณโรค ก็มีหลักการเหมือนกับการควบคุมโรคติดต่อชนิดอื่นโดยทั่วไป ปัจจัยสำคัญได้แก่การจัดให้มีโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขนั้นจะดำเนินการได้อย่างสัมฤทธิ์ผล เมื่อฝ่ายรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาสาสมัคร ทั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลและองค์การอาสาสมัครต้องร่วมมือกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกันในการดำเนินงาน
การปฏิบัติงานในโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ โดยทั่วไปประกอบด้วย ผู้ร่วมงานต่างๆ ดังนี้
หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายที่วางแผนโครงการจัดหางบประมาณ จัดหาและให้การฝึกฝนเจ้าหน้าที่ จัดการดำเนินงานทั้งในเรื่องทั่วไปและในด้านเทคนิค รวมทั้งการวัดผล
บุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ทั้งที่เป็นหรือไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย อาทิ แพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับวัณโรคในคลินิกต่างๆ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป บุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ เช่น รังสีแพทย์, นักจุลชีววิทยา, พยาบาล, นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ

ประชาชนทั่วไป ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการควบคุมวัณโรคอาจมีส่วนช่วยให้โครงการนี้สัมฤทธิ์ผลได้ดี ทั้งนี้โดยการให้ความสนใจสนับสนุนในการก่อตั้งสมาคม อาสาสมัครซึ่งประกอบด้วยประชาชนในระดับสังคมต่างๆ ในทุกๆ ประเทศที่มีการก่อตั้งสมาคมอาสาสมัครดังนั้นจึงได้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินด้วยเสมอ นอกจากที่ได้รับการสนับสนุนเรื่องเงินทุนจากรัฐบาลแล้ว ประชนทั่วไปยังให้การสนับสนุนเรื่องเงินทุนและสนับสนุน เกี่ยวกับโครงการสุขศึกษาอีกด้วย
บทบาทของสมาคมปราบวัณโรค โดยทั่วไปคือ เป็นองค์การอาสาสมัครที่ให้ความร่วมมือและการสนับสนุนงานของรัฐบาลในโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ โดยการกระตุ้นเตือนและช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของงานควบคุมวัณโรคของรัฐบาล นอกจากนี้สมาคมปราบวัณโรคยังอาจจะทำการศึกษา และประเมินผลกิจกรรมของรัฐบาล รวมทั้งสามารถให้คำแนะนำที่จะช่วยกันปรับปรุงโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย
สมาคมปราบวัณโรคฯ โดยทั่วไปมีบทบาทดังต่อไปนี้ :
- ช่วยทำหน้าที่แทนในกิจการบางส่วนที่องค์การของรัฐยังไปไม่ถึง จะเห็นได้จากในหลายประเทศที่องค์การอาสาสมัครในการต่อต้านวัณโรคได้เริ่มมีกิจกรรมเป็นปึกแผ่น ก่อนองค์การของรัฐ ทั้งนี้รวมทั้งประเทศไทยเราในสมัยแรกด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับในบางประเทศว่ากิจกรรมของสมาคมอาสาสมัครเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ ในโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ
- ช่วยในการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการและเทคนิคต่างๆ ในการควบคุมวัณโรค รวมทั้งช่วยในการเผยแพร่ความคิดเห็นและข้อแนะนำในปัญหาต่างๆ ทั้งนี้โดยให้ความร่วมมือกับองค์การของรัฐบาล
- ติดตามผลงานของรัฐบาลในการควบคุมวัณโรค เพื่อช่วยแนะนำและปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ผลดีเต็มที่ ทั้งนี้โดยมีการร่วมมือกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบขององค์การอาสาสมัคร และองค์การของรัฐบาลอยู่เสมอ
- ทำหน้าที่ในการเผยแพร่สุขศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวกับโรคกิจกรรมของโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ ตัวอย่างเช่น การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย การที่ผู้ป่วยจะต้องมารับยาโดยสม่ำเสมอ จนครบกำหนดการรักษา หรือแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนบีซีจี เป็นต้น
- มีหน้าที่ที่จะสนับสนุนช่วยเหลือ ให้มีการก่อตั้งหน่วยงานอาสาสมัครระดับชุมชนในต่างจังหวัด หรือตั้งเป็นแบบชมรมต่อต้านวัณโรคขึ้น เพื่อให้งานควบคุมวัณโรคได้กระจายไปครอบคลุมชุมชนในชนบทอย่างทั่วถึง ทั้งนี้โดยการจัดให้มีสุขศึกษาเกี่ยวกับโรค เช่น การจัดส่งเอกสารหรือโปสเตอร์ เป็นต้น
- รวบรวมและเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ ของงานควบคุมวัณโรคระดับชาติ
- จัดให้มีการฝึกอบรมงานอาสาสมัครที่จะช่วยเหลือในการควบคุมวัณโรค
- จัดให้มีการประชุมสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับวัณโรค ให้แก่แพทย์และเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
- กระตุ้นเตือนให้ชมรมต่อต้านวัณโรคในต่างจังหวัด ทำกิจกรรมบางประการที่เหมาะสมกับโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ
สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการและสนับสนุนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์ องค์การหรือสมาคมอาสาสมัครและสมาคมทางวิชาชีพอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันในการรักษา ควบคุมและกำจัดวัณโรคให้ลดน้อยลงมากที่สุด
สมาคมฯ ได้กำหนดวิธีการปฏิบัติไว้กว้างๆ ดังต่อไปนี้คือ :
- ดำเนินการและร่วมมือกับองค์การของรัฐในด้านการป้องกันและควบคุมวัณโรค
- สนับสนุนกิจกรรมการตรวจค้นหาผู้ป่วยและให้การรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยหายจากวัณโรคและลดการแพร่เชื้อลงโดยเร็วที่สุด
- ดำเนินการและร่วมมือกับกลุ่มวิชาชีพ ในการวิจัยเรื่องวัณโรคและโรคระบบการหายใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ดำเนินการและส่งเสริมการสุขศึกษาแก่ประชาชนทั่วไป เรื่องวัณโรคและโรคระบบการหายใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ส่งเสริมและช่วยเหลือให้มีการขยายกิจการไปในต่างจังหวัดและชุมชนต่างๆ เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนโดยทั่วถึงตามความเหมาะสมกับสถานการณ์
กิจกรรมของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ ในปัจจุบันโดยย่อ มีดังต่อไปนี้คือ :
1. งานให้สุขศึกษาแก่ประชาชน เพื่อให้การสุขศึกษาเรื่องวัณโรคแก่ประชาชน และเพื่อจัดหาทุนมาดำเนินการงานตามวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ สมาคมฯ จึงจัดวันต่อต้านวัณโรคขึ้น ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาในระยะหลังได้ร่วมมือกับ กองวัณโรค และสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร จัดเป็นสัปดาห์ต่อต้านวัณโรคขึ้น ในต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี ในระหว่างสัปดาห์ต่อต้านวัณโรคนี้ได้จัดให้มีนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัณโรค และความรู้เกี่ยวกับสุขศึกษาในการป้องกันและรักษาวัณโรคซึ่งประชาชนทั่วไปควรทราบ จัดให้มีการถ่ายภาพรังสีทรวงอก และฉีดวัคซีน บีซีจี ให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า พร้อมกันนี้ก็ได้ชักชวนให้นักเรียน, นักศึกษา, ลูกเสือและพยาบาล ออกจำหน่ายดวงตราผนึกต่อต้านวัณโรค ทั้งนี้เพื่อหาทุนช่วยเหลือในกิจกรรมของสมาคมปราบวัณโรคฯ และช่วยเหลือผู้ป่วยวัณโรคและครอบครัวที่ยากจน
งานด้านสุขศึกษา นอกจากที่ทำกันเป็นพิเศษระหว่างงานสัปดาห์ต่อต้านวัณโรคแล้ว สมาคมฯ ยังได้จัดให้มีการให้สุขศึกษาแก่ประชาชนทางสื่อสารมวลชนทั่วไปในโอกาสอันเหมาะสม โดยจัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการป้องกันวัณโรคออกแจกจ่ายแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไป นอกจากการเผยแพร่ความรู้ทางสุขศึกษาเกี่ยวกับโรคระบบการหายใจอื่นๆ อีกด้วย อาทิ การเผยแพร่ให้ประชาชนทราบถึงอันตรายของการสูบบุหรี่เป็นต้น ทั้งนี้ได้มีการเผยแพร่โดยการแจกเอกสาร, โปสเตอร์, สติกเกอร์ และการเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์, วิทยุ และโทรทัศน์เป็นครั้งคราว
2. งานด้านการรักษาพยาบาล สมาคมปราบวัณโรคฯ มีโรงพยาบาลขนาด 100 เตียง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือทันสมัยในการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคและโรคปอดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น มะเร็งของปอดและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
สมาคมฯ มีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยในการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยทั่วไป รวมทั้งการตรวจเลือด, ตรวจเสมหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจเสมหะโดยการย้อมสี เพาะเชื้อ และการตรวจหาความไวของยาชนิดต่างๆ ต่อเชื้อวัณโรค สมาคมฯ ได้ให้บริการเกี่ยวกับการวินิจฉัยวัณโรคทางห้องปฏิบัติการ แก่โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ทั้งมีนโยบายที่จะบริการแก่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้มีการวินิจฉัยวัณโรคและโรคระบบการหายใจอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง
3. งานด้านสังคมสงเคราะห์ สมาคมฯ ได้ให้ความช่วยเหลือ ในด้านการรักษาพยาบาลและด้านสังคมสงเคราะห์ แก่ผู้ป่วยวัณโรคที่ยากจนที่ป่วยเป็นวัณโรคและโรคระบบการหายใจอื่นๆ ตามสมควร โดยช่วยลดค่ารักษาพยาบาล หรือให้การรักษาโดยไม่คิดมูลค่าแก่ผู้ป่วยตามความจำเป็น โดยพิจารณาเป็นรายๆไป นอกจากนี้ยังได้มอบเงินช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ให้แก่สถานตรวจโรคปอดกรุงเทพฯ และโรงพยาบาลโรคทรวงอกเป็นประจำทุกปี รวมทั้งได้ให้การช่วยเหลือแก่คลินิกวัณโรคในต่างจังหวัดเป็นครั้งคราวด้วย
4. งานด้านวิชาการ
ก. สมาคมฯ ได้จัดให้มีการประชุมวิชาการเกี่ยวกับวัณโรค และโรคระบบการหายใจที่เกี่ยวข้องทุกสัปดาห์ในบ่ายวันพฤหัสบดี โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคระบบการหายใจ จากสถาบันต่างๆ มาร่วมประชุมด้วยหลายท่าน มีการปรึกษาหารือ เกี่ยวกับการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลสมาคมปราบวัณโรค และรับให้คำปรึกษาแก่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปหรือแพทย์จากสถาบันอื่นๆ ที่สนใจจะนำปัญหาผู้ป่วยมาร่วมในการประชุมด้วย
ข. สมาคมฯ จัดพิมพ์วารสารทางวิชาการ “วารสารวัณโรคและโรคทรวงอก” ออกเผยแพร่ให้แก่แพทย์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุก 3 เดือน
ค. จัดให้มีการอบรมฟื้นฟูวิชาการวัณโรคประจำปีสำหรับแพทย์ทั่วไป โดยเฉพาะแพทย์ที่มาจากต่างจังหวัดครั้งละ 5 วัน เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2519 การอบรมนี้เป็นการอบรมวิชาการวัณโรคโดยทั่วไป สำหรับแพทย์ในด้านการรักษาและการป้องกันโรค และได้ร่วมมือกับสมาคมฯ ทางวิชาชีพอื่นในการอบรมเผยแพร่วิชาการให้แก่สมาชิกและแพทย์ทั่วไป ปีละ 3-4 ครั้ง รวมทั้งการประชุมใหญ่ประจำปี อาทิ สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย สมาคมศัลยกรรมทรวงอก ฯลฯ เป็นต้น และได้ร่วมมือกับสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในการจัดทำการอบรมวิชาการโรคทรวงอกและวัณโรคแก่แพทย์ทั่วไป ซึ่งมีการจัดครั้งละ 5 วัน ปีเว้นปี
นอกจากนั้นสมาคมฯ ได้จัดให้มีปาฐกถาทางวิชาการโรคทรวงอกเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเมื่อมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเยือน
นอกจากงานทางวิชาการต่างๆ ที่จัดเป็นประจำ ดังกล่าวมาแล้ว สมาคมปราบวัณโรคฯ ได้มีกิจกรรมทางวิชาการเป็นพิเศษอื่นๆ อีก ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2525 สถาบันโรคทรวงอก สมาคมปราบวัณโรคฯ ได้ร่วมกับกองวัณโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ และสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการควบคุมวัณโรคครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27-28 ตุลาคม 2525 ณ อาคารสถาบันโรคทรวงอก สมาคมปราบวัณโรคฯ เพื่อให้แพทย์ประจำโรงพยาบาลชุมชน เข้าใจแผนงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ และนำการปฏิบัติงานควบคุมวัณโรคที่เหมาะสมไปใช้ในเขตอำเภอที่รับผิดชอบ ทั้งนี้โดยมีแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ ในภาคกลางเข้ารับการอบรม และมีแพทย์หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุขของสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร มาร่วมด้วย ในระยะต่อมาได้มีการประเมินผลเกี่ยวกับการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้โดยกองวัณโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งผลการประเมินดังกล่าว นับว่าได้ผลดีเป็นที่พอใจ
สมาคมฯ ได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง “การตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์” ขึ้นจำนวน 1,000 เล่ม แจกเป็นอภินันทนาการแก่หน่วยงานต่างๆ เช่น โรงพยาบาลชุมชน, โรงพยาบาลจังหวัด และโรงพยาบาลทั่วไป รวมทั้งศูนย์วัณโรคเขตต่างๆ ด้วย เพื่อให้แพทย์และพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป รวมทั้งพนักงานชันสูตรโรคในห้องปฏิบัติการ ได้เข้าใจถึงความสำคัญของการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ รู้จักเทคนิคการตรวจ รวมทั้งวิธีการดูแลรักษากล้องจุลทรรศน์อีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2526 สมาคมฯ ได้ส่งผู้แทน 4 คน ไปร่วมประชุมในการประชุมระหว่างชาติ ภาคพื้นตะวันออกครั้งที่ 13 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 20-25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 ทั้งนี้ได้ร่วมกับกองวัณโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ ส่งเรื่องทางวิชาการเข้าร่วมประชุมด้วย 1 เรื่อง คือเรื่อง “Tuberculosis Control Programme in District Hospital of Thailand”
นอกจากนี้สมาคมฯ ได้จัดพิมพ์เอกสารสุขศึกษาสำหรับประชาชนเรื่อง “วัณโรคปอด” จำนวน 20,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ
ในปี พ.ศ. 2527 สถาบันโรคทรวงอก สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับกองวัณโรคกรมควบคุมโรคติดต่อและสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “การทำทะเบียนและการรับส่งต่อผู้ป่วยวัณโรค” ขึ้น 2 ครั้ง ณ ห้องประชุมอาคารสถาบันโรคทรวงอก เนื่องจากสมาคมฯ ตระหนักว่า การทำทะเบียนและการรับส่งต่อผู้ป่วยมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา ครบระยะเวลาโดยถูกต้อง
ครั้งที่ 1 เป็นการสัมมนาสำหรับแพทย์ของศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2527
ครั้งที่ 2 เป็นการสัมมนาสำหรับเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุข จำนวน 83 คน ระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม พ.ศ. 2527
นอกจากนี้ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ให้แก่เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการสาธารณสุขที่จะทำงานเกี่ยวกับผู้ป่วยวัณโรครวม 29 คน เรื่อง “การทำทะเบียนและการรับส่งต่อผู้ป่วย” ในวันที่ 20-21 กันยายน 2527 การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้ผู้เข้ารับการอบรมได้นำความรู้จากการสัมมนาไปใช้ปฏิบัติการได้จริงจัง เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ และวิธีการแก้ไข
สถาบันโรคทรวงอก สมาคมปราบวัณโรคฯ ยังได้จัดการอบรมวิชาการระยะสั้น สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป เรื่อง “Management of Pulmonary Tuberculosis, update” ขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้เกี่ยวกับการรักษาวัณโรคที่ถูกต้องในปัจจุบันมีแพทย์เข้ารับการอบรม 47 คน
สถาบันโรคทรวงอก สมาคมปราบวัณโรคฯ ได้จัดพิมพ์เอกสารเรื่อง “สุขภาพหรือบุหรี่อยู่ที่ท่านจะเลือก” จำนวน 10,000 เล่ม เพื่อเผยแพร่ถึงอันตรายอันร้ายแรงของการสูบบุหรี่แก่นักเรียน, นักศึกษาและประชาชนทั่วไป นอกจากนั้น ยังได้จัดพิมพ์สติกเกอร์ต่อต้านการสูบบุหรี่ แจกจ่ายไปตามสถานที่สาธารณสุขต่างๆ อีกเป็นจำนวน 3,000 แผ่น
5. การขยายงานของสมาคมปราบวัณโรคฯ ไปยังต่างจังหวัด
จากการศึกษาทางระบาดวิทยาของกองวัณโรคกรมควบคุมโรคติดต่อ จะเห็นได้ว่ายังมีปัญหาเรื่องการควบคุมวัณโรค ในชนบทของประเทศไทยอยู่เป็นอันมาก สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงมีนโยบายที่จะขยายงานไปยังชนบท เพื่อจะได้สนับสนุนงานของรัฐบาลในการควบคุมวัณโรคให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้โครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติได้ดำเนินการไปโดยดี ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ตามนโยบายที่วางไว้
ในปี พ.ศ. 2522 คณะกรรมการบริหารของสมาคมปราบวัณโรคฯ ได้เริ่มมีการปรึกษาหารือและกำหนดนโยบายขยายงานในต่างจังหวัด ทั้งนี้ในระยะแรกได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพต่อต้านวัณโรคระหว่างชาติ ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ได้มีการสนับสนุนให้ทุนในการศึกษาวิธีการปฏิบัติงาน ด้านอาสาสมัครต่อต้านวัณโรคในท้องที่ชนบทต่างๆ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับท้องถิ่น สำหรับหลักการและนโยบายที่สมาคมฯ วางไว้ในขั้นตอนคือ การพยายามกระตุ้นเตือนและริเริ่มให้จังหวัดต่างๆ เห็นความสำคัญ และดำเนินงานให้มีบริการอาสาสมัครต่อต้านวัณโรคขึ้น โดยจัดตั้งเป็นกลุ่มหรือชมรมต่อต้านวัณโรคขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นในระดับจังหวัดหรืออำเภอ เพื่อเป็นแกนเชื่อมโยงประสานการดำเนินงานของรัฐและอาสาสมัครต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดประโยชน์กับงานควบคุมวัณโรคทั่วถึงและได้ผลดียิ่งขึ้น ทั้งนี้สมาคมปราบวัณโรคในส่วนกลางจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือทางวิชาการ, ทางด้านการปฏิบัติงาน และปัจจัยอื่นตามความเหมาะสม
โครงการการปฏิบัติงานในต่างจังหวัด นัยว่ายังอยู่ในระยะดำเนินการยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งนโยบายไว้ งานเท่าที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว ได้แก่
ก. ติดต่อปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ของสมาคมปราบวัณโรคเชียงใหม่ โดยพยายามเน้นและสนับสนุนให้สมาคมปราบวัณโรคเชียงใหม่เป็นตัวกลางติดต่อกับกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ในท้องถิ่นให้ช่วยปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์กับงานควบคุมวัณโรค
ข. ติดต่อสอบถามข้อมูลและข้อคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ และบุคคลที่อาจจะเป็นกำลังในการจัดตั้งกลุ่มหรือชมรมอาสาสมัครต่อต้านวัณโรคในจังหวัดต่างๆ อาทิเช่น จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดขอนแก่น, และจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นต้น
ค. ได้ติดต่อกับ สสจ. และบุคคลอื่นในจังหวัดชลบุรี จนสามารถตั้งชมรมต่อต้านวัณโรคจังหวัดชลบุรีขึ้นได้ในปี พ.ศ. 2523 นับว่าเป็นองค์การหรือกลุ่มประสานงานทั้งในระดับอำเภอและหน่วยงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีอยู่แล้ว ในโครงการสาธารณสุขมูลฐาน ทั้งนี้มีโครงการประสานงานให้อาสาสมัครได้รับการอบรม นำความรู้ไปแนะนำชาวบ้านให้ไปรับการตรวจรักษาโดยถูกต้อง รวมทั้งการแนะนำให้ไปรับการฉีดวัคซีน บีซีจี ป้องกันวัณโรค เป็นต้น ชมรมต่อต้านวัณโรคจังหวัดชลบุรี ได้ดำเนินงานรณรงค์ต่อต้านวัณโรคประจำปี ร่วมกับสัปดาห์ต่อต้านวัณโรคของสมาคมปราบวัณโรคฯ ในส่วนกลาง สมาคมฯ ได้จัดส่งดวงตราผนึกฯไปให้ชมรมจำหน่าย และมอบรายได้นั้นจัดเป็นทุนของชมรม เพื่อใช้จ่ายในงานอาสาสมัครที่ชมรมพิจารณาเห็นสมควร
สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ มีนโยบายที่จะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มหรือชมรมอาสาสมัครต่อต้านวัณโรคในท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีผู้สนใจอยู่เสมอ สมาคมฯ พร้อมที่จะให้มีการสนับสนุนแก่หน่วยงานในต่างจังหวัดอื่นๆ และโรงพยาบาลชุมชนที่มีความต้องการในรูปแบบต่างๆ เช่นการให้การฝึกอบรมเกี่ยวกับการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์และการให้ทุนอุดหนุนในโครงการควบคุมวัณโรคที่เหมาะสม

 


H1N1 News

Pandemic (H1N1) 2009
Latest news on pandemic (H1N1) 2009 situation in humans around the world
  • Influenza - update 115
    Worldwide, H1N1 2009 virus transmission remains most intense in parts of India and in parts of the temperate southern hemisphere,...
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday48
mod_vvisit_counterThis week468
mod_vvisit_counterAll47487

Online (20 minutes ago): 7
Your IP: 38.107.191.99
Now is: 2010-09-09 12:50

ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: Free Joomla 1.5 Template, shared hosting. Valid XHTML and CSS.